ศูนย์หนังสือมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์

ตามที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิต-19 มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลได้กำหนดมาตรการ เพื่อเป็นการป้องกันมิให้มีการขยายวงกว้างการแพร่ระบาตของเชื้อไวรัส โควิด-19 โดยคำนึงถึงคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยผู้ที่มาใช้บริการ ศูนย์หนังสือมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยฯ จึงขออนุญาต ประกาศปิดหน้าร้านหนังสือเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2564 เป็นต้นไป ขออภัยในความไม่สะดวกและขอขอบพระคุณ มา ณ โอกาสนี้

วัฒนธรรมอินเดียสมัยพุทธกาล

          วัฒนธรรมอินเดียสมัยพุทธกาล ส.พ.ช.ได้เรียบเรียงจากข้อเขียนเรื่อง Indian Culture in the Days of the Buddha ของ A.P. De Zoysa ลงในนิตยสารธรรมจักษุเป็นตอน ๆ จนจบรวม ๒๔ ตอน ระหว่างเดือนเมษายน ๒๕๖๐ – มีนาคม ๒๕๖๒ เรื่องราวต่าง ๆ ในทางวัฒนธรรมของอินเดียยุคพุทธกาลที่กล่าวถึง ในหนังสือนี้ได้อ้างอิงหลักฐานข้อมูลจากคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคัมภีร์พระไตรปิฎก อันแสดงให้เห็นว่า คัมภีร์พระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนานั้น มิได้รวบรวมบันทึกไว้เฉพาะคำสอนทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ได้บันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ ของชีวิตและสังคมอินเดียในยุคนั้นไว้หลากหลายและกว้างขวาง มีค่าควรแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งแสดงให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาได้สร้างความเจริญก้าวหน้าด้านวัฒนธรรมให้แก่อินเดียแลโลกอย่างไรบ้าง

          ฉะนั้น หนังสือเล่มนี้ จึงเป็นเรื่องที่ให้ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในแง่มุมที่หลากหลาย ควรที่ผู้สนใจเรื่องพระพุทธศาสนาจะได้อ่าน และใช้เป้นหนังสือประกอบการศึกษาพระพุทธศาสนาได้อย่างดีเรื่องหนึ่ง

คติชีวิต

          ท่านผู้อ่านบางท่านอาจคิดว่า เรื่องชาดกเป็นเรื่องปรัมปราไม่เหมาะที่จะนำมาเล่ากับคนสมัยใหม่ ในข้อนี้ ถ้ามองในเรื่องท้องนิทานซึ่งเป็นเพียงเปลือกชั้นนอกอาจเป็นจริง แต่เนื้อธรรมที่ท่านสอนแทรกไว้เป็นแก่นชาดกแต่ละเรื่อง ยังเหมาะที่จะนำมาสอนได้ทุกยุคทุกสมัย ของเก่าที่จะต้องดัดแปลงใหม่ ก็ต่อเมื่อของสิ่งนั้นยังมีการเปลี่ยนแปลง ไม่คงที่ แต่สิ่งที่ยุติแล้วแม้จะยังเรียนอยู่ เป็นเวลานานนับด้วยเป็นพัน ๆ ปี ก็ยังคงทันสมัยอยู่นั้นเอง วิชาแพทย์ที่ยกย่องว่าเป็นวิชาการสมัยใหม่ก็เรียนเรื่องร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นระบบเก่าแก่ดั้งเดิมมาแต่ปฐมกำเนิดมนุษย์ โครงสร้างของมนุษย์ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลง จึงยังเป็นสิ่งทันสมัยที่แพทย์จะต้องนำมาศึกษาตลอดไป

          ธรรมของพระพุทธองค์ก็เช่นกัน เป็นสิ่งยุติไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น เมตตาความรักต่อกัน เคยสอยกันว่าเป็นของดีมาแต่เริ่มศาสนา แม้เวลาจะล่วงมาหลายพันปี เมตตาก็ยังเป็นของดีที่สังคมต้องการอยู่ทุกยุคทุกสมัย ส่วนความชั่ว เช่น การเบียดเบียนกัน รังแกกัน เป็นของไม่ดีมาแต่ดึกดำบรรพ์ สมัยนี้และต่อไปจะไม่มีทางกลายเป็นที่นิยมของสังคมได้ ธรรมะของพระพุทธองค์เป็นสัจธรรมที่ยุติแล้ว จึงเหมาะที่จะนำมาศึกษาได้ทุกยุคทุกสมัย

          รูปสังคมมนุษย์สมัยก่อนกับปัจจุบันอาจเปลี่ยนแปลงรูปไปมากก็จริง แต่สิ่งที่บุคคลจะพึงปฏิบัติต่อกันก็คงยังต้องใช้หลักธรรมตามแบบของสังคมดั้งเดิมอยู่

          เรื่องในชาดกชุดนี้แม้จะเป็นเรื่องที่สอนธรรมแก่คนสมัยโน้นก็ตาม คนสมัยใหม่ก็ยังทิ้งธรรมะนั้น ๆ ไม่ได้ จึงหวังว่าจะเกิดประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านบ้างพอสมควร

วิธีสร้างบุญบารมี

         ความหมายของบุญและบารมี คำว่า บุญ แปลตามศัพท์ว่า ชำระ ฟอก ล้าง ท่านแสดงว่า แบ่งเป็น ๒ ก่อน คือ บุญที่เป็นส่วนเหตุ ได้แก่ ความดีต่าง ๆ เรียกว่าเป็นบุญ เพราะเป็นเครื่องชำระ ฟอกล้างความชั่ว ๑ บุญที่เป็นส่วนผล คือความสุข ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ท่านทั้งหลาย อย่ากลัวต่อบุญเลย เพราะคำว่าบุญนี้เป็นชื่อของ” ดั่งนี้

         คำว่า บารมี มาจากคำบาลีว่า “ปารมี” มีคำแปลที่นักภาษาศาสตร์ได้ให้ไว้หลายอย่าง จะแสดงแต่บางอย่าง คือ แปลว่า อย่างยิ่ง มาจากคำว่า “ปรมะ” ที่ภาษาไทยเรามาใช้ว่า บรม และคำว่า บรม ที่แปลว่าอย่างยิ่งนี้ ก็มีใช้ทั้ง ๒ ทาง ดีอย่างยิ่งก็บรม หรือไม่ดีอย่างยิ่งก็บรม เช่นคำว่า นิพพาน เป็นบรมสุข คือสุขอย่างยิ่ง สังขารทั้งหลาย เป็นบรมทุกข์ คือทุกข์ อย่างยิ่ง จึงเป็นคำกลางๆ ใช้ได้ทั้ง ๒ ทาง ดั่งนี้ คำว่า บารมี มาจากคำว่า ปรมะ แล้วมาเป็น ปารมี ไทยเรียกว่า บารมี แต่ว่า มีความหมายถึงส่วนที่ดีเท่านั้น ไม่หมายเป็นกลางๆ เหมือนอย่างคําว่า ปรมะ

ชีวิตนี้น้อยนัก

          หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนานั้น มีความลุ่มลึกเป็นหลายชั้นหลายระดับ ฉะนั้น จึงมีความเหมาะสมแก่คนทุกระดับ เพียงแต่ว่าแต่ละบุคคลจะต้องศึกษาทำความเข้าใจในหลักธรรมนั้นๆ ให้ชัดเจนถ่องแท้ แล้วน้อมนำมาปฏิบัติให้พอเหมาะแก่ภาวะของตนๆ จึงจะได้รับประโยชน์จากปฏิบัติพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง และการที่ผู้การสั่งสอนธรรมจะสามารถน้อมนำเอาพระธรรมคำสอนไปปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมดังกล่าวแล้ว ผู้สอนธรรมนับว่ามีความสำคัญ เพราะหากผู้สอนไม่รู้จักเลือกสรรหลักธรรมนำมาสั่งสอนผู้คนได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง ผู้รับการสอนก็อาจจะไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องการสอน อันจะมีผลให้ไม่ได้รับประโยชน์ จากคำสอนของพระพุทธศาสนาตามที่ควรจะเป็น

          เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงเพียบพร้อมด้วยพระคุณลักษณะทั้ง 2 ประการดังที่กล่าวมา คือทรงแตกฉานในพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ทั้งในด้านปริยัติและในด้านปฏิบัติ ทั้งทรงพระปรีชาในอันที่จะเลือกสรรเอาพระธรรมคำสอนนั้นๆ มาสั่งสอนสาธุชนได้อย่างพอเหมาะ ทั้งในเชิงอรรถและพยัญชนะ เหมาะที่คนทุกระดับชั้นจะอ่านจะฟังและพินิจพิจารณาให้เกิดความเข้าใจ ดังจะเห็นได้ในบทพระนิพนธ์เรื่อง “ชีวิตนี้น้อยนัก” ที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้  เพราะทรงใช้ภาษาและสำนวนง่ายๆ แต่ได้สาระลึกซึ้ง ทั้งทรงเลือกสรรข้อธรรมที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนทั่วไปมาแสดงได้อย่างกะทัดรัด

สัตตปัพพบุพพสิกขาและบุพพสิกขาวรรณนา

           หนังสือสัตตปัพพบุพพสิกขาและบุพพสิกขาวรรณนา ของพระอมราภิรักขิต (อมโร เกิด) นับเป็นหนังสือสำคัญสำหรับการศึกษาพระวินัย และได้ใช้เป็นคู่มือศึกษาพระวินัยของพระภิกษุสามเณรในวัดต่างๆ อย่างกว้างขวางทั่วไปมาตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ ๕ เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงรจนาวินัยมุข ก็ได้ทรงใช้หนังสือบุพพสิกขาวรรณนานี้เป็นหลักในการรจนา ดังที่ทรงอธิบายไว้ว่า เป็นเสมือนเก็บข้อความในบุพพสิกขาวรรณนานั้นมาเรียบเรียงใหม่ให้เข้ารูป ฉะนั้น ผู้ที่ประสงค์จะศึกษาเรื่องพระวินัยให้ได้ความรู้ความเข้าใจละเอียด ควรที่จะได้อ่านศึกษาบุพพสิกขาวรรณนานี้ด้วย

ทิพยอำนาจ

           หนังสือ ทิพยอำนาจ เขียนขึ้นโดยหลัก ๒ ประการ คือ ๑.หลักปริยัติธรรม จากพระบาลีไตรปิฎกโดยตรง มิได้อาศัยอรรถกา ฎีกาและปกรณ์ใดๆ ๒. หลักการปฏิบัติสมถวิปัสสนาแบบครู ตามที่ปราชญ์ผู้รู้พุทธาธิบายได้ชำระแล้ว และได้ปฏิบัติสืบๆกันมาเป็นเวลาร่วม ๑๐๐ ปี ในประเทศไทยนี้ อาศัยความรู้ทั้ง ๒ ทางนี้สอบเทียบให้ลงกันแล้วจึงเขียนขึ้น เพื่อเป็นแนวทางของผู้สนใจศึกษา และปฏิบัติสมถวิปัสสนาสืบไป

พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาชน

จากบาลี 45 เล่ม เป็นหนังสืออ่านเล่มเดียวจบ อ่านง่าย เข้าใจง่าย ค้นหาง่าย หยิบถือสะดวก เป็นพระไตรปิฎกย่อฉบับสมบูรณ์เล่มแรกและเล่มเดียวในโลก โดย อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ

พระไตรปิฏก ฉบับสยามรัฐ (บาลี 45 เล่ม)

             พระไตรปิฏก คือ คัมภีร์จารึกพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา นับเป็นคัมภีร์เล่มแรก หรือเป็นคัมภีร์ชั้นต้นของพระพุทธศาสนา พระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทบันทึกไว้ด้วยภาษาบาลี จารึกเป็นตัวอักษรลงในใบลานเป็นครั้งแรกที่ลังกา จัดพิมพ์เป็นเล่มหนังสือครั้งแรกในประเทศไทย สมัยรัชกาลที่ 5  และจัดพิมพ์ครบถ้วนสมบูรณ์จำนวฯ 45 เล่ม เป็นครั้งแรกในประเทศไทย สมัยรัชกาลที่ 7 เรียกว่า “พระไตรปิฏก ฉบับสยามรัฐ”  และได้โปรดพระราชทานกรรมสิทธิ์แก่มหามกุฏราชวิทยาลัยในฐานะเป็นสำนักกลางแห่งการศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อรักษาและเผยแพร่สืบไป