คติชีวิต

          ท่านผู้อ่านบางท่านอาจคิดว่า เรื่องชาดกเป็นเรื่องปรัมปราไม่เหมาะที่จะนำมาเล่ากับคนสมัยใหม่ ในข้อนี้ ถ้ามองในเรื่องท้องนิทานซึ่งเป็นเพียงเปลือกชั้นนอกอาจเป็นจริง แต่เนื้อธรรมที่ท่านสอนแทรกไว้เป็นแก่นชาดกแต่ละเรื่อง ยังเหมาะที่จะนำมาสอนได้ทุกยุคทุกสมัย ของเก่าที่จะต้องดัดแปลงใหม่ ก็ต่อเมื่อของสิ่งนั้นยังมีการเปลี่ยนแปลง ไม่คงที่ แต่สิ่งที่ยุติแล้วแม้จะยังเรียนอยู่ เป็นเวลานานนับด้วยเป็นพัน ๆ ปี ก็ยังคงทันสมัยอยู่นั้นเอง วิชาแพทย์ที่ยกย่องว่าเป็นวิชาการสมัยใหม่ก็เรียนเรื่องร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นระบบเก่าแก่ดั้งเดิมมาแต่ปฐมกำเนิดมนุษย์ โครงสร้างของมนุษย์ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลง จึงยังเป็นสิ่งทันสมัยที่แพทย์จะต้องนำมาศึกษาตลอดไป

          ธรรมของพระพุทธองค์ก็เช่นกัน เป็นสิ่งยุติไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น เมตตาความรักต่อกัน เคยสอยกันว่าเป็นของดีมาแต่เริ่มศาสนา แม้เวลาจะล่วงมาหลายพันปี เมตตาก็ยังเป็นของดีที่สังคมต้องการอยู่ทุกยุคทุกสมัย ส่วนความชั่ว เช่น การเบียดเบียนกัน รังแกกัน เป็นของไม่ดีมาแต่ดึกดำบรรพ์ สมัยนี้และต่อไปจะไม่มีทางกลายเป็นที่นิยมของสังคมได้ ธรรมะของพระพุทธองค์เป็นสัจธรรมที่ยุติแล้ว จึงเหมาะที่จะนำมาศึกษาได้ทุกยุคทุกสมัย

          รูปสังคมมนุษย์สมัยก่อนกับปัจจุบันอาจเปลี่ยนแปลงรูปไปมากก็จริง แต่สิ่งที่บุคคลจะพึงปฏิบัติต่อกันก็คงยังต้องใช้หลักธรรมตามแบบของสังคมดั้งเดิมอยู่

          เรื่องในชาดกชุดนี้แม้จะเป็นเรื่องที่สอนธรรมแก่คนสมัยโน้นก็ตาม คนสมัยใหม่ก็ยังทิ้งธรรมะนั้น ๆ ไม่ได้ จึงหวังว่าจะเกิดประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านบ้างพอสมควร

วิธีสร้างบุญบารมี

         ความหมายของบุญและบารมี คำว่า บุญ แปลตามศัพท์ว่า ชำระ ฟอก ล้าง ท่านแสดงว่า แบ่งเป็น ๒ ก่อน คือ บุญที่เป็นส่วนเหตุ ได้แก่ ความดีต่าง ๆ เรียกว่าเป็นบุญ เพราะเป็นเครื่องชำระ ฟอกล้างความชั่ว ๑ บุญที่เป็นส่วนผล คือความสุข ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ท่านทั้งหลาย อย่ากลัวต่อบุญเลย เพราะคำว่าบุญนี้เป็นชื่อของ” ดั่งนี้

         คำว่า บารมี มาจากคำบาลีว่า “ปารมี” มีคำแปลที่นักภาษาศาสตร์ได้ให้ไว้หลายอย่าง จะแสดงแต่บางอย่าง คือ แปลว่า อย่างยิ่ง มาจากคำว่า “ปรมะ” ที่ภาษาไทยเรามาใช้ว่า บรม และคำว่า บรม ที่แปลว่าอย่างยิ่งนี้ ก็มีใช้ทั้ง ๒ ทาง ดีอย่างยิ่งก็บรม หรือไม่ดีอย่างยิ่งก็บรม เช่นคำว่า นิพพาน เป็นบรมสุข คือสุขอย่างยิ่ง สังขารทั้งหลาย เป็นบรมทุกข์ คือทุกข์ อย่างยิ่ง จึงเป็นคำกลางๆ ใช้ได้ทั้ง ๒ ทาง ดั่งนี้ คำว่า บารมี มาจากคำว่า ปรมะ แล้วมาเป็น ปารมี ไทยเรียกว่า บารมี แต่ว่า มีความหมายถึงส่วนที่ดีเท่านั้น ไม่หมายเป็นกลางๆ เหมือนอย่างคําว่า ปรมะ

ชีวิตนี้น้อยนัก

          หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนานั้น มีความลุ่มลึกเป็นหลายชั้นหลายระดับ ฉะนั้น จึงมีความเหมาะสมแก่คนทุกระดับ เพียงแต่ว่าแต่ละบุคคลจะต้องศึกษาทำความเข้าใจในหลักธรรมนั้นๆ ให้ชัดเจนถ่องแท้ แล้วน้อมนำมาปฏิบัติให้พอเหมาะแก่ภาวะของตนๆ จึงจะได้รับประโยชน์จากปฏิบัติพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง และการที่ผู้การสั่งสอนธรรมจะสามารถน้อมนำเอาพระธรรมคำสอนไปปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมดังกล่าวแล้ว ผู้สอนธรรมนับว่ามีความสำคัญ เพราะหากผู้สอนไม่รู้จักเลือกสรรหลักธรรมนำมาสั่งสอนผู้คนได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง ผู้รับการสอนก็อาจจะไม่รู้ไม่เข้าใจในเรื่องการสอน อันจะมีผลให้ไม่ได้รับประโยชน์ จากคำสอนของพระพุทธศาสนาตามที่ควรจะเป็น

          เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ทรงเพียบพร้อมด้วยพระคุณลักษณะทั้ง 2 ประการดังที่กล่าวมา คือทรงแตกฉานในพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ทั้งในด้านปริยัติและในด้านปฏิบัติ ทั้งทรงพระปรีชาในอันที่จะเลือกสรรเอาพระธรรมคำสอนนั้นๆ มาสั่งสอนสาธุชนได้อย่างพอเหมาะ ทั้งในเชิงอรรถและพยัญชนะ เหมาะที่คนทุกระดับชั้นจะอ่านจะฟังและพินิจพิจารณาให้เกิดความเข้าใจ ดังจะเห็นได้ในบทพระนิพนธ์เรื่อง “ชีวิตนี้น้อยนัก” ที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้  เพราะทรงใช้ภาษาและสำนวนง่ายๆ แต่ได้สาระลึกซึ้ง ทั้งทรงเลือกสรรข้อธรรมที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนทั่วไปมาแสดงได้อย่างกะทัดรัด

สัตตปัพพบุพพสิกขาและบุพพสิกขาวรรณนา

           หนังสือสัตตปัพพบุพพสิกขาและบุพพสิกขาวรรณนา ของพระอมราภิรักขิต (อมโร เกิด) นับเป็นหนังสือสำคัญสำหรับการศึกษาพระวินัย และได้ใช้เป็นคู่มือศึกษาพระวินัยของพระภิกษุสามเณรในวัดต่างๆ อย่างกว้างขวางทั่วไปมาตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ ๕ เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงรจนาวินัยมุข ก็ได้ทรงใช้หนังสือบุพพสิกขาวรรณนานี้เป็นหลักในการรจนา ดังที่ทรงอธิบายไว้ว่า เป็นเสมือนเก็บข้อความในบุพพสิกขาวรรณนานั้นมาเรียบเรียงใหม่ให้เข้ารูป ฉะนั้น ผู้ที่ประสงค์จะศึกษาเรื่องพระวินัยให้ได้ความรู้ความเข้าใจละเอียด ควรที่จะได้อ่านศึกษาบุพพสิกขาวรรณนานี้ด้วย

ทิพยอำนาจ

           หนังสือ ทิพยอำนาจ เขียนขึ้นโดยหลัก ๒ ประการ คือ ๑.หลักปริยัติธรรม จากพระบาลีไตรปิฎกโดยตรง มิได้อาศัยอรรถกา ฎีกาและปกรณ์ใดๆ ๒. หลักการปฏิบัติสมถวิปัสสนาแบบครู ตามที่ปราชญ์ผู้รู้พุทธาธิบายได้ชำระแล้ว และได้ปฏิบัติสืบๆกันมาเป็นเวลาร่วม ๑๐๐ ปี ในประเทศไทยนี้ อาศัยความรู้ทั้ง ๒ ทางนี้สอบเทียบให้ลงกันแล้วจึงเขียนขึ้น เพื่อเป็นแนวทางของผู้สนใจศึกษา และปฏิบัติสมถวิปัสสนาสืบไป

พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาชน

จากบาลี 45 เล่ม เป็นหนังสืออ่านเล่มเดียวจบ อ่านง่าย เข้าใจง่าย ค้นหาง่าย หยิบถือสะดวก เป็นพระไตรปิฎกย่อฉบับสมบูรณ์เล่มแรกและเล่มเดียวในโลก โดย อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ

พระไตรปิฏก ฉบับสยามรัฐ (บาลี 45 เล่ม)

             พระไตรปิฏก คือ คัมภีร์จารึกพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา นับเป็นคัมภีร์เล่มแรก หรือเป็นคัมภีร์ชั้นต้นของพระพุทธศาสนา พระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทบันทึกไว้ด้วยภาษาบาลี จารึกเป็นตัวอักษรลงในใบลานเป็นครั้งแรกที่ลังกา จัดพิมพ์เป็นเล่มหนังสือครั้งแรกในประเทศไทย สมัยรัชกาลที่ 5  และจัดพิมพ์ครบถ้วนสมบูรณ์จำนวฯ 45 เล่ม เป็นครั้งแรกในประเทศไทย สมัยรัชกาลที่ 7 เรียกว่า “พระไตรปิฏก ฉบับสยามรัฐ”  และได้โปรดพระราชทานกรรมสิทธิ์แก่มหามกุฏราชวิทยาลัยในฐานะเป็นสำนักกลางแห่งการศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อรักษาและเผยแพร่สืบไป

พระไตรปิฏกและอรรถกถาแปล (91 เล่ม)

             มหามกุฏราชวิทยาลัย ได้จัดทำพระไตรปิฏกและอรรถกถาแปลขึ้นเป็นครั้งแรก เนื่องในวโรกาสครบรอบ 200 ปี แห่งพระราชวงศ์จักรี  กรุงรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช 2525 โดยในการพิมพ์ครั้งแรกเรียกว่า พระวินัยและอรรถกถาแปล พระสูตรและอรรถกถาแปล พระอภิธรรมและอรรถกถาแปล ครั้นพุทธศักราช 2544 มหามกุฏราชวิทยาลัย ได้ดำเนินการตรวจชำระและจัดพิมพ์ใหม่ เพื่อจัดพิมพ์น้อมเกล้าฯ ถวายเป็นอนุสรณ์ เฉลิมพระเกียรติแด่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในวกาสเจริญพระชนมายุ 90 พรรษา 3 ตุลาคม 2546 และเรียกชื่อว่า “พระไตรปิฏกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย” มีจำนวน 91 เล่ม

อรรถกถาภาษาบาลี (48 เล่ม)

             คัมภีร์อรรถกถา หรือเรียกสั้นๆว่า อรรถกถา เป็นคัมภีร์อธิบายขยายข้อความในพระไตรปิฎก บางเรื่องบางตอนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เป็นคัมภีร์ที่มีคู่มากับพระไตรปิฎกแต่โบราณ เดิมเป็นภาษาสิงหล(ลังกา) ได้รับจารึกเป็นภาษาบาลีเมื่อราวพุทธศักราช 1000 สำหรับบาลีอักษรไทย ได้จัดพิมพ์ครั้งแรกในสมัยรัชการที่ 6 มหามกุฏราชวิทยาลัยได้ดำเนินการจัดพิมพ์ครบบริบูรณ์เป็นครั้งแรก จำนวน 48 เล่ม เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ 12 สิงหาคม 2535 และได้พิมพ์เผยแพร่สืบมา